เกิดจากดิน

posted on 01 Mar 2011 12:57 by umaphan
 
 
...อย่ารังเกียจดิน ด้วยข้าวทุกต้นงอกดอกผลมาจากดิน

 

 

 

“เปิบข้าวทุกคราวคำ จงสูจำเป็นอาจินต์ เหงื่อกูที่สูกินจะก่อเกิดมาเป็นคน” เสียงร้องเพลงดังกังวานผสานไปกับเสียงกีตาร์สะกดดวงหน้าเล็กๆ ของพวกเขาให้นิ่งมอง
ครูธานี ขับเพลงเปิบข้าว ของจิตร ภูมิศักดิ์  วิญญาณของชาวนาเยาว์วัยค่อยๆ ตื่นขึ้นจากเสียงเรียกของชาวนาขนานแท้..จบเพลงแล้วพวกเขาจึงได้ท่องคำบูชาข้าว..มันดังกระหึ่มกว่าทุกวันที่เคยได้ยิน ก็ด้วยสายลมแห่งท้องนานี้เองที่ช่วยกันเป็นดนตรีบรรเลงคลอไปกับคำบูชาข้าวในเที่ยงวันนี้
ท้องนาของเด็กๆ เขียวขจีอยู่เบื้องหน้าและเพื่อนที่ร่วมพัฒนาท้องนาไปกับคนกำลังยืนเคี้ยวเอื้องรอนักเรียนชาวนาในบทเรียนบทต่อไป...เด็กๆ ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวเมื่อเพื่อนร่วมท้องนาอ้วนพีมายืนเด่นอยู่ตรงหน้า
“บทเรียนต่อไปเรามาทำความรู้จักกับควาย..สัตว์ที่มีบุญคุณต่อคนกันก่อนนะครับ” ครูธานี แนะนำให้เด็กๆ รู้จักกับการอยู่ร่วมกันระหว่างสัตว์กับคนอย่างอ่อนโยน เด็กน้อยค่อยคลี่คลายความกลัวเขาแหลมคมนั้นลง พวกเขาหมายมั่นว่าอนาคตจะรักควายสักตัว อย่างน้อยในขณะนี้พวกเขาก็รักที่จะแตะต้องกลิ่นโคลนสาบควายอย่างสนุกสนาน (เหลือเกิน)
เราชักแถวเดินลงทุ่งเมื่อเข้าใจถึงบทเรียนเรื่องควายแล้ว ปล่อยให้เจ้าทุยพักผ่อนกับอาหารกลางวันภายใต้ลมเย็นสบาย สิ่งที่กวักมือเรียกเด็กๆ อยู่เบื้องหน้าคือกลิ่นโคลน แถวตอนของพวกเขาทอดยาวลงสู่ท้องนาท่ามกลางแดดสดแจ่ม
“อย่ารังเกียจโคลนตม ใครรังเกียจดินก็ไม่ต้องกินข้าว” ครูธานีให้เด็กๆ สัมผัสทุกสัดส่วนของการประกอบเป็นข้าว และก่อนที่ทุกคนจะได้กินข้าวสวยหอมๆ ขาวๆ เหล่านี้ล้วนถูกปักดำในท้องไร่ท้องนาที่ประดาไปด้วยสีโคลนดำขุ่นคลั่ก
เสียงหัวเราะเบิกบานของพวกเขาเป็นคำตอบถึงคำว่ารังเกียจหรือไม่ ว่ากันว่าเสียงหัวเราะของเด็กๆ ดูราวกับสายลมที่พัดใบไม้ก็พลันให้หัวเราะ..หากแต่ว่าเป็นสายลมที่เต็มไปด้วยเลือดเนื้อแหล่ะชีวิต
“วิธีการจับต้นกล้าก็สำคัญ” ครูชาวนาสาธิตวิธีการจับต้นกล้าเพื่อสอนวิธีการปักดำกล้าอย่างถูกวิธี พร้อมกันนั้นก็ร้องเรียกคนกล้าออกมายืนสาธิตหน้าแปลงนา สายตาของพวกเขาพุ่งตรงเป็นเส้นเดียวกัน
และแล้วก็ถึงเวลาลงนาเสียที..เด็กๆ ได้รับต้นกล้าเพื่อจะปักดำลงในแปลงนา ต้นกล้าอาจจะยังไม่เป็นแถวเป็นแนวในวันนี้ พร้อมกันนั้นยังล้มลุกคลุกคลาน แต่พวกเขาจะได้รับการฝึกหัด และเอาใจใส่ในทุกสัดส่วนของการปลูก..ต้นข้าวจึงจะสามารถเหยียดตนได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของบริบทรอบท้องนา ชาวนาฝึกหัดอย่างพวกเขามิได้ต่อสู้กับธรรมชาติเหมือนเช่นชาวนารุ่นก่อนมี แต่บททดสอบของชาวนารุ่นเยาว์เต็มไปด้วยความแยบคาย
สายลมเจ้าเก่าหอบเอาเสียงเครื่องยนต์มาถึงท้องนาฝึกหัด สีเขียวของทิวข้าวตัดกับถนนสายตัดใหม่ สิ่งที่ชาวนาวัยเยาว์ต้องเรียนรู้ควบคู่ไปกับการปลูกข้าวเดินทางมากับถนนทุกสาย การเปลี่ยนแปลงที่ก่อเกิดอย่างเลี่ยงไม่ได้..มือเล็กๆ ของพวกเขายังคงทำงานปลูกสร้างด้วยรอยยิ้มละไม
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

เด็กๆ เขาสนุกเพราะเขาไม่เคยมีนา ไม่รู้จักนาหรือเปล่าคะ
ทำไมลูกๆ หลานๆ ฉันจึงไม่ค่อยอยากลงนากันเท่าไหร่เลย

#8 By นกจร on 2011-03-02 13:22

น่ารักจังค่ะครู

#7 By นกจร on 2011-03-02 13:20

ขอบคุณทุกำลังใจที่ส่งมาฟูมฟักต้นข้าวเล็กๆ ค่ะ

#6 By มิตร on 2011-03-02 09:12


งอกเงย
เคยงอกงาม

ถามไถ่ในไต่ถาม
ควายตัวงามยามคราดไถ่

ข้าวสวย ใช่สวยใด
รวงงามได้ ในเม็ดเหงื่อ



big smile

#5 By ทิว แอด ไฟน์ on 2011-03-01 22:32

ปรบมือให้ค่ะHot! Hot! Hot!

#4 By dowrun happy on 2011-03-01 21:09

เป็นการปลูกฝังจิตใจเด็กๆที่ดีมากๆเลย อย่างน้อยๆพวกเขาก็จะพูดว่า "เขาเคย..."big smile

#3 By โต๊ะคิ้งส์ on 2011-03-01 14:21

เพลงเปิบข้าว ทำให้นึกถึงชมรมอาสาฯ
เราต้องร้องเพลงนี้ทุกครั้งก่อนกินข้าวเช่นกันค่ะ big smile

สมัยดิฉันเด็ก ๆ ไม่ได้หยิบฉวยอะไร
ไม่มีชีวิตที่เป็นเด็ก ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบละมุนละไมค่ะ

เด็ก ๆ น่าอิจฉาจริง ๆ ค่ะ Hot! big smile

#2 By Mrs. Holmes on 2011-03-01 13:29

ชาวนาฝึกหัดจบแล้วค่ะ..ที่เหลือคือการฟูมฟักให้ต้นข้าวงอกงาม

big smile

#1 By มิตร on 2011-03-01 13:15